
ข้อดีของ USB 3.0
1.USB 3.0 เพิ่มความเร็วของในการถ่ายโอนข้อมูลของ USB 2.0 ให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น โดยใช้สายไฟเบอร์ออฟติค เพิ่มเติมจากช่องสัญญาณมาตรฐานที่ใช้ทองแดง (อ้างอิงจาก Intel ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโครงการ USB3.0 ) ทั้งนี้ยังคงใช้ช่องสัญญาณทองแดงต่อไปเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้กับ USB 2.0 ทำให้ USB 3.0 มีการถ่ายโอนข้อมูลมากกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่า จากที่เคยรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 480 Mbps เพิ่มเป็น 4.8 Gbps จากที่ปกติจะมีแค่ 4 สาย ก็จะมีการเพิ่มเข้ามาอีก 5 สาย สรุปสายภาย USB 3.0 จะมีทั้งหมด 9 สาย

2.ในส่วนของคอนเน็คเตอร์ และซ็อคเก็ต แม้จะดูคล้ายของเดิม และยังคงสามารถใช้งานร่วมกับ USB 2.0 ได้ แต่ซ็อคเก็ตของ USB 3.0 จะมีหน้าสัมผัส (contact) พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 5 อัน โดยจะอยู่ด้านในถัดจากหน้าสัมผัสของมาตรฐานเดิม ซึ่งหน้าสัมผัสที่เพิ่มขึ้นมานี้เองที่ทำให้ USB 3.0 สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วขึ้นในระดับ SuperSpeed ตามชื่อเรียกของมัน
3.ทางด้านพลังงานจะมีความประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีก เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามเป็นระยะๆ ตลอดเวลา และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้ประหยัดไฟไปได้เยอะค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle)
3.ทางด้านพลังงานจะมีความประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีก เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามเป็นระยะๆ ตลอดเวลา และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้ประหยัดไฟไปได้เยอะค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle)
นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จากกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับ และสำหรับสิ่งที่ USB ตัวใหม่ ปรับปรุงเพิ่มขึ้นจากอดีตคือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วย สุดท้ายคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมูล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอก ขอบข่ายการออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮาร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ
ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูลมากมาย แต่การถ่ายโอนทางUSB ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นการพัฒนาUSB จึงมีประโยชน์ต่างๆดังกล่าวมาข้างต้น เช่น สามารถทำได้เร็วขึ้น ใช้พลังงานลดลงเป็นต้น
นาย อดุล อ่อนละมูล 491910079

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น