วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

ตาลีบันใช้ "สไคพ์"ป้องกันผู้ดีแอบฟัง


เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านข่าวในอินเตอร์เนตเจอข่าวนี้ เห็นว่าน่าสนใจจึงนำมาเล่าสู่กานฟัง
"วิทยาการอีกอย่างของชาติตะวันตก ถูกฝ่ายศัตรูนำมาใช้เสียแล้ว นั่นคือ "สไคพ์(skype)บริการโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ท กลุ่มนักรบตาลีบันที่จ้องห้ำหั่นกองกำลังพันธมิตร ซึ่งนำโดยอังกฤษ ถือโอกาสใช้ "สไคพ์" ในการติดต่อสื่อสารเพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยสืบราชการลับเอ็มไอ6 ของอังกฤษ สอดแนมความเคลื่อนไหวได้ "สไคพ์"คือ ซอฟต์แวร์ที่ทำให้เราใช้โทรศัพท์ฟรีไปยังทุกแห่งในโลกผ่านอินเตอร์เน็ต ส่วนข้อดีของ"สไคพ์" ที่เหนือกว่าโทรศัพท์มือถือคือ เครื่องบินสอดแนม อาร์เอเอฟ นิมร็อด สามารถตรวจจับการพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ขณะที่ "สไคพ์" ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "วอยซ์ โอเวอร์ อินเตอร์เน็ต โพรโตคอล (VOIP)"ที่มีการป้องกันการสอดแนมอย่างดี เนื่องจากเสียงจะแตกออกเป็นข้อมูลนับล้าน ซึ่งข้อมูลนี้จะส่งผ่านสาย และนำไปประกอบเป็นคำพูดอีกทีในคอมพิวเตอร์ของผู้พูดอีกฝ่าย "สไคพ์"เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2546 และ3ปีที่แล้ว "อีเบย์" ซื้อไปในราคาถึง8800ล้านบาท มีผู้ใช้รวม 12 ล้านคน"

สไคพ์ เป็น สุดยอดเทคโนโลยีแห่งโลกอินเทอร์เน็ต เพียงแค่มี ไมโครโฟน ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ Headset ก็สามารถที่จะเข้าสู่การพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างประเทศได้ทุกมุมโลก

ความพิเศษของ " สไคพ์ " อยู่ตรงที่
โทรฟรี ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก เรื่องค่าใช้จ่ายในการต่อสัญญาณ ก็คิดค่าโทรเหมือนที่เสียค่าชั่วโมงอินเทอร์เน็ตเหมือนปกติ
คุณภาพเสียงดีเหมือนกับใช้โทรธรรมดา เสียงตอบกลับของคู่สนทนาชัดเจน ไม่มีเสียงคลื่น เสียงแทรกมารบกวน ฟังชัด และค้นหาเพื่อนคุยใหม่ๆได้สบาย ท้ายที่สุดคุณสามารถฝึกภาษาพูด และฟัง กับเพื่อนใหม่ชาวต่างชาติได้อีกด้วย


จากการอ่านในเวปพันทิปผมได้ทราบว่า
Skype ตอนนี้เป็นระบบการสื่อสารที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เนื่องจาก
1. เป็นการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งข้อมูลแต่ละ Packet จะถูุกส่งไปกันคนละ Route ทำให้ถึงจะดักข้อมูลได้ก็ไม่มีทางตามดักได้หมด
2. Protocol ของ Skype เป็น Closed Protocol หรือ โปรโตคอลปิด ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่สามารถล่วงรู้ถึงวิธีการ Encrypt data ได้
แม้แต่CIA ส่งจม.ไปหา Skype ให้บอก Encryption method ให้หน่อยเลยครับ เพราะว่า CIA เองถอดรหัสไม่ได้ แต่สุดท้าย Skype ก็ไม่ยอมให้ครับ บอกว่าเป็นกฏเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

ดังจะเห็นได้ว่า skype มประโยชน์มากมายดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่เนื่องจากเทคโนโลยีเปรียบเสมือนดาบสองคม ทำให้ skype ถูกนำมาใช้ประโยชน์โดยผู้ก่อการร้ายในการติดต่อสื่อสาร ทำให้รัฐไม่สามารถควบคุมโช่องทางการสื่อสารได้ก่อให้เกิดการมุดรอดรัฐ

นาย อดุล อ่อนละมูล 491910079

SONY -A720


เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมาน้องชายของผู้เขียนได้ตัดสินใจซื้อเครื่องเล่น MP4 เครื่องใหม่ แน่นอนว่าตลาดของเครื่องเล่นดังกล่าวมีสินค้ามากมายหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่โด่งดังมากในเมืองไทยมาเป็นเวลานานและมีคุณภพเสียงที่ดีคือ SONY นั่นเอง น้องชายของผู้เขียนได้ชื่อชอบยี่ห้อดังกล่าวมานานแล้วจึงตัดสินใจซื้อ SONY-A720
ผู้เขียนคิดว่ารูปทรงแลดุสวยงามและขนาดพกพาง่ายอีกทั้งเมื่อลองใช้งานแล้วพบว่า
-การออกแบบทำได้สวยงาม แม้จะมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมทื่อๆ แต่แลดูมีความเป็นญี่ปุ่นดี
-ขนาดจอภาพที่แสดงผลได้คมชัดด้วย QVGA TFT LCD 262,144 สี ขนาดหน้าจอ2.4 นิ้วแม้ว่าจะไม่ใหญ่มากแต่ก็สามารถดูหนังได้แต่มีปัญหาที่ว่าหากมีซับแล้วจะอ่านได้ยาก
-ใช้งานง่ายเนื่องจากเวลาลงเพลงใช้วิธีการลากและวาง (Drag –and Drop) ผุ้เขียนคิดว่าเป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะกับคนที่ต้องการการใช้งานที่ง่าย
-สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจคือหุฟังที่แถมมาให้เป็นแบบ In Ear รุ่น EX MONITER ที่มีมูลค่ากว่า 2000บาท เป็นที่ทราบกันดีว่าหูฟังของ SONY มีคุณภาพสูง(ถ้าไม่เทียบกับยี่ห้อระดับชั้นนำจริงๆ) ด้วยตัวขับเสียง 13ม.ม อีกทั้งด้วยเทคโนโลยี Clear Stereo ที่ช่วยลดการรั่วไหลของเสียงของสัญญาณเสียง ผู้เขียนได้ทดลองฟังกับแนวดนตรี metal พบว่าเสียงคมชัดและระบบเสียงเบสที่กระหึ่มสะใจคนฟัง
แม้ว่าราคาของ SONY-A720 จะแพงกว่า IPOD NANAO GEN 4 แต่หลายคนยังคงมีความชอบในตัวของ SONY ทำให้น้องชายของผู้เขียนซื้อมาด้วยระบบเสียงที่ดี ใช้งานง่าย น้ำหนักที่เบา และความจุที่พอดีคือ 8GB หากแต่ทั้งหมดนี้ถ้าต้องการการฟังเพลงยามว่างและอยู่ติดกับคอมพิวเตอร์ความจุขนาดนี้ย่อมไม่ใช่ปัญหา อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ชอบเปลี่ยนและลอง gadget ใหม่ๆๆอีกด้วย
นาย สุรชัย ตั้งมกรา 491910075

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

PDA PHONE : HTC Touch Diamond

วันก่อนไปยืมหนังสือเกี่ยวกับหนังมาอ่านแล้วเจอ Magazine เกี่ยวกับการตลาด แล้วเปิดไปเจอหน้า Trend & Innovation เห็น PDA Phone ของ HTC ออกใหม่อีกแล้ว ใครที่เป็นแฟนของHTC คงจำกันได้ว่าเมื่อปี 2550 นั้น HTC Touch ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี มียอดขายกว่า 50,000 เครื่องในประเทศไทย วันนี้HTC ได้เปิดตัว HTC Touch Diamond เข้าสู่ตลาดแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน จุดเด่นของ HTC Touch Diamond คือการนำเทคโนโลยี Microsoft Windows Mobile 6.1 มาใช้เป็นเครื่องแรกในวงการมือถือ ตัวเครื่องนั้นเล็กกะทัดรัด การดีไซน์นั้นเน้นความาหรู่หรา เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากเพชรอันล้ำค่า และตัวเครื่องมีอินเตอร์เฟสระบบสัมผัสแบบ 3 มิติอย่าง TouchFLO 3D รองรับเทคโนโลยี HSDPA ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 7.2 เมกะบิตต่อวินาที

มาพร้อมกับ อินเตอร์เฟสใหม่ Manila


มีการปรับปรุงการเรียกดูหน้าว็บให้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเว็บบราวเซอร์พิเศษสำหรับโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ผู้ใช้สามารถย่อ ขยาย และเลื่อนหน้าเว็บซ้ายขาวได้อย่างสะดวกการใช้มือควบคุมเพียงข้างเดียว และสามารถแสดงผลข้อมูลให้เต็มหน้าจอได้โดยอัตโนมัติสำหรับข้อมูลที่พัฒนาขึ้นมาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยามที่พลิกตัวเครื่องเป็นแนวนอน หน้าเว็บก็สามารถเปลี่ยนสถานะการแสดงผลปรับตามลักษณะการถือตัวเครื่องได้ด้วย ราคาเริ่มต้นออกตลาดอยู่ที่ 29,900 บาท แต่ในขนาดนี้คาดว่าราคาลดลงแล้ว ข้างล่างมีข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่านที่สนใจด้วย อ้อ!!! HTC Touch Diamond ยังมีรูปทรงบางพกพาง่ายด้วยนะคะ




ข้อมูลตัวเครื่อง (Spec)
ระบบ HSDPA, WCDMA 900/2100 MHz - Triband (GSM 900/1800/1900 MHz) จอสัมผัส TFT-LCD - VGA 480 x 640 พิกเซล (2.8") - เทคโนโลยี TouchFLO™ 3D ควบคุมหน้าจอแบบสัมผัส - แอปพลิเคชั่น Live HTC Home™ รายงานสภาพอากาศ- หมุนภาพอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี G-sensor
ปุ่มควบคุมทิศทางระบบสัมผัส (Touch-sensitive navigation) เสียงเรียกเข้า MP3, 40 Polyphonic - รองรับไฟล์ : MP3, AAC, AAC+, WMA, WAV, AMR-NB - ระบบสั่น (Vibration in Phone) ระบบปฎิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional- CPU : Qualcomm® MSM7201A™ - 528 MHz หน่วยความจำ ROM 256 MB - RAM 192 MB (ตัวเครื่อง) - พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 4 GB ระบบเชื่อมต่อและส่งข้อมูล (Connectivity)ส่งผ่านข้อมูล (Data Transfer) - WiFi 802.11 b/g, WLAN (Wireless LAN) - บลูทูธ Bluetooth™ v2.0, mini-USB v2.0 (ExtUSB™)- รองรับชุดหูฟังสเตอริโอ (Bluetooth stereo sound) ใช้งานอินเตอร์เน็ต xHTML, WAP 2.0 Browser รับ-ส่งข้อความ (Messaging)อีเมล์ Email (POP3/SMTP/IMAP4) , รองรับ Push Mail - MMS, EMS, SMS ผ่าน 3G-HSDPA, EDGE, GPRS - ข้อความแชท (Instant Messaging) - MSN Messenger รองรับ จาวาแอพลิเคชั่น - Java MIDP 2.0 ระบบดาวเทียม ค้นหาตำแหน่ง (Build-In GPS/A-GPS navigation) กล้องดิจิตอล 3.2 ล้านพิกเซล (Digital Camera)- ปรับภาพอัตโนมัติ (Autofocus) เลนส์กล้องหน้า VGA - 640 x 480 พิกเซล (CMOS)- รองรับ Video Call สนทนาแบบเห็นภาพ บันทึกภาพวีดีโอ พร้อมเครื่องเล่น (Video recording & Playback) วิทยุ FM radio - RDS การใช้งานของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่มาตรฐาน 900 mAh (Standard Battery) เปิดรอรับสาย 286 ชั่วโมง (Standby Time) - ระบบ WCDMA 396 ชั่วโมง สนทนาต่อเนื่อง 330 นาที (Talk Time) - ระบบ WCDMA 270 นาที สนทนาผ่านกล้อง 145 นาที (Video call time)
ขอบคุณข้อมูล Spec จาก http://classified.sanook.com/item/4062164

นางสาววาสนา คำแดง รหัส 4818349

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

ปากกาอัจฉริยะ


ปากกาอัจฉริยะ (The Pulse smartpen) ของบริษัท Livescribe มีขนาดและน้ำหนักเท่าปากกา มองบลัง (Montblanc) และยังสามารถเติมหมึกปากกา ติดตั้งไมโครโฟนอัดเสียงและเปิดเสียงเพื่อฟังได้ มีจอภาพแสดงขนาดเล็ก (OLED) และชิพคอมพิวเตอร์ภายในเพื่อจัดเก็บลายมือของผู้เขียน เมื่อไหร่ที่ใช้ปากกาอัจฉริยะ ลงบนกระดาษที่ขายคู่กันคือ Livescribe paper ปากกาจะทำการอัดเสียงอัตโนมัติ ทันทีที่เชื่อมต่อกับลายมือที่เขียน โดยกระดาษ Livescribe paper สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า "Paper Replay."
หน่วยความจำ 1 จิกกาไบด์ (Gigabyte) ของปากกาตัวอย่างนี้ มีราคาถึง 149 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 5000 บาท และ หน่วยความจำ 2 จิกกาไบด์ มีราคาถึง 199 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 6600 บาท ซึ่งหน่วยความจำ 1 จิกกาไบด์ สามารถอัดเสียงต่อเนื่องได้ถึง 100 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพเสียงที่ผู้อัดเลือกที่จะอัดเสียงด้วย
ปากกาในท้องตลาดแทบจะทั้งหมดไม่มีโหมดเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นข้อมูลตัวเลขในระหว่างการอัดเสียงเหมือนกับปากกาอัจฉริยะ ซึ่งปากกาอัจฉริยะเป็นปากกาตัวแรกที่รองรับด้านธุรกิจ ซึ่งทางบริษัท Livescribe ได้มีปากกาอัจฉริยะอีกหนึ่งรุ่นคือ ฟลายเพนท๊อป (Fly Pentop) ซึ่งมีช่องเพิ่มเพื่อเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นข้อมูลตัวเลข เจ้าปากกาอัจฉริยะรุ่น ฟลายเพนท๊อป เมื่ออยู่ใกล้กับคอมพิวเตอร์ มันจะสามารถติดตั้งฟังก์ชั่นได้หลายอย่างอีกด้วย
ปากกาอัจฉริยะยังประกอบไปด้วยตัวแปลรุ่นเฉพาะของทางบริษัท Livescribe ซึ่งทางบริษัท Livescribe ยังมีโครงการที่จะเพิ่มภาษาอื่นๆและลูกเล่นใหม่อีกมากมายจนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2551 เช่น ภาษาสเปน และ หน่วยจดจำลายมือ และ ปากกาอัจฉริยะนี้ยังสามารถทำเอกสารกระดาษจริง ( Print) ได้ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
จัดทำและแปลโดย กฤษณ์ บุญอุดมพร 490110160

บิกินีป้องกันรังสีอัตราไวโอแลต



โซลสตรอม (Solestrom) บิกินีโฉมใหม่สุดไฮเทค ที่จะกำลังวางขายตามท้องตลาด ซึ่งมาพร้อมกับเข็มขัดวัดระดับรังสีอัตราไวโอแลต และสัญญาณเตือนที่พร้อมเตือนผู้สวมใส่ให้เข้าที่ร่มทันทีที่รังสีอัตราไวโอแลตอยู่ในระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ
ทันทีที่รังสีอัตราไวโอแลตถึงระดับอันตราย บิกินีสุดไฮเทคนี้จะมีตัวเตือนที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า โดยส่งเสียงบิ๊บ ให้ผู้สวมใส่ได้ทราบและออกจากบริเวณที่มีแดดทันที ซึ่งประโยชน์ของบิกินีนี้คือการลดความเสี่ยงของแดดที่มีรังสีอัตราไวโอแลตที่มีกับชั้นผิวหนังนั้นเอง
องค์กรมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้แนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดของการลดความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง
คือหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้รวมถึงรังสีอัตราไวโอแลตที่มาจากหลอดไฟ ซึ่งเป็นโรคภัยที่มนุษย์ในปัจจุบันเป็นกันอยู่ทั่วไป
ซึ่งนาง เอมิลี่ การาซ่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทผู้จัดทำบิกินีสุดไฮเทคนี้ ได้กล่าวว่า "มันเป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับแสงแดดและมะเร็งผิวหนัง ทำให้เราเห็นความต้องการอะไรบางอย่างที่สามารถปกป้องผู้สวมใส่ให้ปลอดภัยจากรังสีอัตราไวโอแลต"
และนางเอมิลี่ การาซ่า ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าระดับความเข้มข้นของรังสีอัตราไวโอแลต ที่อยู่ในระดับ 0 ถึง 20 ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน แต่ผลสำรวจได้บอกไว้ว่า 3 ถึง 5 จะเป็นความเข้มข้นระดับปานกลาง และ 8 ถึง 10 อยู่ในความเข้มข้นระดับสูง และมากกว่า 11 อยู่ในระดับอันตราย โดยเสนอราคาบิกินีชิ้นหนึ่งตกอยู่ที่ 190 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 6300 บาท
นางเอมิลี่ การาซ่า กล่าว ทางบริษัทได้พบความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สามารถป้องกันรังสีอัตราไวโอแลตเป็นจำนวนมากในแถบทวีป ออสเตรเลีย และ แอฟริกาใต้ ซึ่งบริเวณทวีปเหล่านี้อัตราการเป็นมะเร็งผิวหนังสูงมากที่สุดในโลก ส่วนสหรัฐอเมริกามีผู้เป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น 1 ล้านคนต่อปี
จากการสำรวจครั้งใหม่โดยบริษัทวิจัยตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา (กลุ่ม NPD) ได้ค้นพบยอดขายของชุดบิกินีในสหรัฐเพิ่มขึ้น 18.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเงินกว่า 33.6 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ และในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2549 มียอดขายสุทธิ 811 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ
ชุดทูพิสได้เรียกเป็นภาษาทางการว่าบิกินี ในกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1946 โดย นักวิศวกรรถยนต์ชาวฝรั่งเศส หลุยส์ เลิด (Louis Reard) ที่ได้ชักชวนนักเต้นดาวยั่ว มิกแชลลิน เบอรนาดินี ปรากฎตัวในงานแข่งขันยอดสาวสวย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เลิด ได้ตั้งชื่อการออกแบบเสื้อผ้าของเขาตาม บิกินี อโท (Bikini Atoll) แห่งแปฟิฟิก ที่ซึ่งสหรัฐอเมริกาเคยทดลองระเบิดปรมาณู เพราะ เขาเชื่อว่าความน่าตื่นเต้นที่แท้จริง คือสิ่งที่อยู่ภายในเครื่องนุ่งห่มชิ้นน้อย สองชิ้น ซึ่งมีความอนุภาพร้อนแรงเท่ากับระเบิดปรมาณูนั้นเอง
จัดทำและแปลโดย กฤษณ์ บุญอุดมพร 490110160

เปียโนและแตรบนโทรศัพท์มือถือ


เครื่องดนตรีที่มนุษย์สามารถนำมาโทรศัพท์ได้ ซึ่งเป็นผลงานการค้นคว้าของทีมวิจัยจากกลุ่มบริษัท ยามาฮ่าของประเทศญี่ปุ่น และผู้เผยแพร่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ KDDI โดยนักวิจัยได้ออกแบบและผสมผสานระหว่างโทรศัพท์มือถือกับเปียโนและปุ่มกดแตรขนาดจิ๋ว
ยามาฮ่าและผู้เผยแพร่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ KDDI ได้ริ่เริ่มโครงการออกแบบเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องดนตรี เพื่อที่จะให้มือถือรุ่นใหม่นี้มีความสามารถเล่นดนตรีได้จริงในรูปแบบฮาร์ดแวร์ (Hardware) ดังนั้นทำให้ยามาฮ่าได้เปิดตัวโครงการ เอกซ์ ยามาฮ่า (Project X Yamaha) ด้วยความแน่วแน่ที่จะก้าวต่อไปจากที่เป็นอยู่ในรูปแบบเดิมโดยทำโทรศัพท์มือถือให้ทำเสียงดนตรีได้ เพราะปัจจุบันมือถือที่เล่นดนตรีได้จำกัดแค่ในซอร์ฟแวร์ (Software) เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น แป้นกดเปียโนของ iphone – touchscreen
โทรศัพท์มือถือเครื่องดนตรีในอนาคต : แป้นกดเปียโนของจริงขนาดจิ๋วจะมาแทนที่โปรแกรมเปียโนเสมือนจริงที่แสดงบนจอภาพ
ยามาฮ่าและผู้เผยแพร่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ KDDI ได้ทำการปฏิวัติพัฒนาการเครื่องมืออเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งผลตอบรับก็เป็นที่น่าประหลาดใจทันทีเมื่อโทรศัพท์มือถือลูกผสมระหว่างเครื่องดนตรีคลาสสิกและโทรศัพท์มือถือที่ได้เป็นความจริงขึ้นมา แต่ปุ่มกดแตรด้านข้างของโทรศัพท์ อันซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นไม้ตีกลองหรือเครื่องให้จังหวะพร้อมแป้นกดเปียโนยังไม่สามารถทำให้เป็นความจริงขึ้นได้
ในสถานะของการผสมผสานระหว่างความสามารถของผู้ผลิตเครื่องมือของบริษัท ยามาฮ่า และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมของผู้เผยแพร่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ KDDI โอกาสในการทำสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดให้เป็นความจริงนั้นคงเป็นไปได้ไม่ยากในอนาคตอันใกล้
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดที่ไม่ควรจะตอบเป็นอย่างยิ่งจากการค้นคว้านี้คือ ใครควรจะซื้อโทรศัพท์มือถือเปียโนจริงหรือ ?

ท่านสามารถดูภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเปียโนบนโทรศัพท์มือถือได้ที่
http://www.spiegel.de/netzwelt/mobil/0,1518,573566,00.html
จัดทำและแปลโดย : กฤษณ์ บุญอุดมพร 490110160

SONY XDV-D500


ปัจจุบันเป็นยุคแห่งข่อมูลข่าวสารที่มีการเปลี่ยนแปลงและอับเดตอยู่อย่างเสมอ หลายๆคนอาจมาสามารถรับชมข่าวหรือรายการโปรดได้เนื่องจากอาจอยู่ในช่วงรถติดหรือติดแหงกอยู่บนรถเมล์อันน่าเบื่อหน่าย ผู้เขียนได้เข้าไปในอินเตอร์เนตได้พบว่าทางSONYได้ออกทีวีพกพาขนาดเล็กออกมา ผู้เขียนคิดว่ามันสามารถช่วยให้การนั่งติดอยู่ในรถเป็นเวลานานจะได้ไม่น่าเบื่อ หรือไม่เวลาเดินทางไกลก็สามารถรับชมข่าวสารได้
SONY XDV-D500 BRAVIA ถือเป็นการตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยขนาดหน้าจอเพียงแค่ 3 นิ้วเท่านั้นทำให้ตัวเครื่องมีขนาดที่พกพาง่ายแม้จอจะเล็ก แต่คุณภาพกลับไม่ได้เล็กตามไปด้วย จอแสดงผลระดับ BRAVIAที่ให้ภาพคมชัดสีสดใส พร้อมการแสดงภาพ 16:9รับชมรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ผ่านเทคโนโลยี 1Seg TV จึงได้ภาพที่มีสัญญาณชัดเจน อีกทั้งยังสามารถรับฟังวิทยุในระบบ FM กับ AM เลือกรับฟังเสียงผ่านลำโพงตัวเครื่องในระบบสเตอริโอ หรือฟังผ่านชุดหูฟังได้อีกด้วย
จากคุณสมบัติดังกล่าวนี้เองที่ผุ้เขียนคิดว่า SONY XDV-D500 BRAVIA มีความน่าสมใจ แม้ว่าทีวีพกพาจะมีมานานแล้วก็ตาม ด้วยคุณภาพสัญญาณที่ขัดเจอที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องชัดเจนกว่าทีวีพกพาที่ผู้เขียนใช่อย่างแน่นอน อีกทั้งประโยชน์สูงสุดของมันในความคิดของผู้เขียนคือพกพาง่ายและสะดวกสามารถทำให้ใครหลายคนไม่พลาดรายการโปรด ซึ่งตัวของผู้เขียนเองก็เคยอยากได้ทีวีพกพาในช่วงความคิดแวปหนึ่ง เนื่องด้วยผู้เขียนเคยไปเดินห้างกับเพื่อนที่เซ้นทรัลลาดพร้าวแล้วกลับไปดูรายการโปรดไม่ทัน หากผู้เขียนมีทีวีพกพาแบบ SONY XDV-D500 BRAVIA ผู้เขียนแน่ใจว่าจะพลาดช่วงเวลาสำคัญอย่างแน่นอน


สุรชัย ตั้งมกรา 491910075

หมายเหต ผู้เขียนบทความเดียวกับ I -Phone

ADIDAS MEGABOUNCE

ปัจจุบันการออกกำลังกายถือเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวันของใครหลายๆคน รูปแบบการออกกำลังกายมีอยู่หลากหลายขึ้นอยู่กับความสนใจและความถนัด รวมไปถึงเรื่องสถานที่ ผู้เขียนเองก็ออกกำลังกายค่อนข้างบ่อยแต่ในหลายๆครั้งมักจะมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่และเพื่อน โดยเฉพาะย่างยิ่งผู้เขียนเองก็ชอบเล่นเทนนิส แต่หลายๆครั้งเพื่อนก็ไม่มีเวลาไปตีด้วยหรือสนามเต็ม ผู้เขียนเองจึงเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่งที่สามารถหลีกหนีข้อจำกัดดังกล่าวได้
รองเท้าวิ่งนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่คนส่วนมากมักจะละเลย โดยถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยจะใส่รองเท้าผ้าใบอะไรก็ได้ แต่ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นนักกรีฑามาก่อน ย่อมที่จะรู้ว่ารองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งจะสามารถลดอาการบาดเจ็บจากการกระแทกได้ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ได้สวมใส่รองเท้าวิ่งแล้วมาวิ่ง ผลคือกระดูกร้าวที่เกิดจากแรงกระแทกที่ไม่ผ่านการดูดซับโดยรองเท้าวิ่ง ดังนั้นรองเท้าวิ่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ผู้เขียนมีรองเท้าวิ่งหลายคู่แต่คู่ล่าสุดที่ซื้อมือ adidas mega bounce ที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถกระจายน้ำหนักที่เกิดขึ้นในขณะวิ่ง




adiPRENE®+ ถูกใส่ในรองเท้าเพื่อเพิ่มแรงขับและประสิทธิภาพ

Bounce® ทำให้แรงสะท้อนจากการวิ่งอยู่ในระดับที่เหมาะสมและทำให้สบายเท้า

adiwear® เป็นส่วนประกอบชั้นนอกของรองเท้าเพื่อเพิ่มความทนทาน

ลักษณะรองเท้าที่ดี
รองเท้ามีประโยชน์ที่สำคัญคือใช้ป้องกันเท้าเช่นตะปูตำและลดการกระแทกเวลาเราเดินรองเท้าที่ดีต้องใส่พอดีกับเท้าการที่รองเท้ากว้างหรือแคบไปจะทำให้เกิดการได้รับบาดเจ็บและเท้าพิการส่วนประกอบของรองเท้ามีดังนี้



ส่วนที่หุ้มนิ้วเท้า (toe box) ซึ่งอาจจะมีรูปร่างกลมหรืออกเหลี่ยม เมื่อใส่รองเท้าแล้วจะต้องมีพื้นที่ให้นิ้วเท้าขยับ
ส่วนบนบริเวณที่เป็นรูรองเท้าใช้เชือกผูกเรียกว่า vamp ควรจะทำจากผ้าหรือหนังหากแข็งเกินไปจะทำให้เกิดตาปลา ควรใส่รองเท้าที่ใช้เชือกผูก



ส่วนพื้นรองเท้า SOLE ซึ่งประกอบด้วยพื้นด้านที่เท้าเราสัมผัสเรียกว่า Insole ส่วนพื้นรองเท้าเราเรียกว่า Outsole สำหรับแผ่นที่รองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างกลางเรียก Midsole และส่วนที่สัมผัสกับพื้น พื้นรองเท้าที่ดีควรจะนุ่มเพื่อกันการกระแทกและพื้นรองเท้าไม่ควรหนาเกินไป



ส่วนส้นเท้า HEEL เป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนรับน้ำหนักเวลาเราเดิน ควรจะเลือกส้นเท้าที่กว้างและนุ่มส้นรองเท้าไม่ควรเกิน 2 นิ้วส้นยิ่งสูงจะทำให้เจ็บฝ่าเท้าได้มากขึ้น
ส่วนพื้นบริเวณส้นเท้า Heel Couter เป็นส่วนที่อยู่บริเวณส้นเท้าเพื่อให้เวลาเดินเท้ามีความมั่นคงไม่ล้ม ควรบุด้วยวัสดุที่นุ่ม



Heel tab คือส่วนของรองเท้าที่ล้อมรอบเอ็นร้อยหวาย ควรจะบุด้วยวัสดุที่นุ่ม
ส่วนที่บุในรองเท้าควรจะทำด้วยวัสดุที่นุ่มและที่สำคัญต้องไม่มีตะเข็บ
พื้นส่วนที่เว้าเข้าของพื้นรองเท้า(ส่วนที่ทำให้เราบอกว่าเป็นเท้าข้างซ้ายหรือขวา)



รองเท้าที่ดีต้องมีลักษณะดังนี้
รองเท้าต้องมีลักษณะเหมือนเท้าของท่าน
รองเท้าต้องทำจากวัสดุที่นุ่มเท้าเหมือนถุงมือที่ทำจากหนัง
รองเท้าที่ดีส้นเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้วและหากต้องใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้วและใส่ไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้งและให้ถอดออกหากไม่จำเป็นเช่นที่ทำงาน
พื้นรองเท้าต้องนุ่มและกันกระแทกและไม่ลื่นโดยมากทำจากยางจะดีกว่าหนังสัตว์
ไม่ซื้อรองเท้าที่มีตะเข็บบริเวณที่เจ็บเช่นบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า
หลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีน้ำหนักมากโดยเฉพาะรองเท้าที่ส่วนหัวรองเท้าทำจากยางและมีขนาดใหญ่เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
ควรใช้รองเท้าที่เป็นเชือกผูกเพราะจะใส่ได้พอดีกว่ารองเท้าที่เป็นแบบ slip-on shoes



การเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก
เด็กไม่จำเป็นต้องสวมรองเท้าจนกระทั่งเมื่อเด็กเริ่มเดินประมาณอายุ 12-15 เดือนต้องซื้อรองเท้าที่พอดีกับเท้า โดยทั่วไปอาจจะต้องเปลี่ยนรองเท้าทุก3- 6 เดือนหากเท้าเด็กโตขึ้น หากเด็กชอบถอดรองเท้าออกบ่อยๆแสดงว่ารองเท้านั้นอาจจะใส่ไม่สบายเท้าให้ตรวจเท้าเด็กว่ามีรอยกดทับหรือรอยแดงหรือรอยถลอกหากมีแสดงว่ารองเท้าคับไป



รองเท้าสำหรับผู้หญิง
รองเท้าที่ดีควรจะส้นเตี้ยและปลายเท้ากว้างแต่สำหรับคุณผู้หญิงมักจะเลือกรองเท้าส้นสูงปลายเท้าแคบซึ่งทำให้เกิดอาการปวดเท้า นิ้วเท้า น่องและหลัง







สุรชัย ตั้งมกรา 491910075

จัดการ โดยละม่อม?


 

                ช่วงนี้ ม็อบเยอะ เกินกว่ากฎหมายจะครอบคลุมไปถึง(กฎหมายไม่มีทางออกให้กับสังคม)  ด้วยที่ว่าไม่มีใครสนใจปฏิบัติตามกฎหมาย เนื่องด้วยว่าการนิยามความรุนแรงในสังคมไทยนั้น คับแคบจำกัดอยู่แค่การ ใช้กำลังประทุษร้าย ร่างกายเท่านั้น ไม่ได้มองถึงสาเหตุ สภาพการณ์ที่นำไปสู่การใช้กำลังนั้นว่าเป็นความรุนแรงด้วย โดยเฉพาะการโยนภาระโดนประณามไปให้กับฝ่ายรัฐ ฝ่ายเดียวว่าเป็นต้นเหตุแห่งความรุนแรงนั้น  ซึ่งรัฐก็มีฐานะเป็นผู้ผูกขาดการใช้ความรุนแรงตามกฎหมาย(เพื่อรักษากฎหมาย)อยู่แล้ว แต่ภาพในอดีตของการใช้ความรุนแรงของรัฐนั้นชวนให้คนคิดไปตามความรู้สึกในทางนั้นทางเดียวหมด ซึ่งตอนนี้มีทางเลือกใหม่มาเสนอ

               เนื่องจากการนิยามความรุนแรงที่คับแคบนั้น (การใช้กระบอง โล่ ระเบิดควัน แก๊ซน้ำตา ) ทางเลือกใหม่สำหรับ ผู้มีหน้าที่รับมือ กับฝูงชนนั่นคือ

                                                               

               

                                                                       The Active Denial System

                    ของเล่นใหม่จาก กองทัพสหรัฐ  ปืน Ray gun หรือปืนยิงคลื่นแ ม่เหล็กไฟฟ้าที่จจะยิง  non-lethal energy beam เพื่อควบคุมและ สลายฝูงชน ที่ตอนนี้กำลังพิจารณาทดสอบใช้งานอยู่ในอิรัก

              คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ยิงออกไปนี้ ใช้หลักการทำงานคล้ายกับการที่เราใช้คลื่นไมโครเวฟ ไปทำให้โมเลกุลของน้ำและไขมันสั่น จนเกิดความร้อนขึ้น แต่ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไม่ได้จะทำให้ผู้ชุมนุมสุกแต่อย่างใด และผู้ชุมนุมจะไม่รู้สึกตัว ถึงคลื่นเพียงแต่จะทำให้ผู้ชุมนุมเกิดอาการไม่สบายตัว เกิดความรำคาญจนไม่อาจทนอยู่เฉยๆได้ ต้องแยกย้ายออกไปจากบริเวณที่มีการปล่อยคลื่น(แต่ยังไม่มีข้อมูลรับรองถึงผกระทบต่อร่างกายในระยะยาว) ซึ่งตัวคลื่นนั้นจะปล่อยผ่านฉากกั้น เพื่อรักษาความสงบของฝูงชน ซึ่งวิธีนี้ สามารถหลีกเลี่ยงนิยามการใช้ความรุนแรง รวมทั้งเป็นการลดโอกาสที่จะเกิด ผู้บาดเจ็บลมตายที่ อาจเกิดจากการตัดสินใจใช้วิธีอื่นในการสลายฝูงชน หรือ จะเรียกว่าวิธีนี้ เป็นวิธีที่มีมนุษยธรรม(หรือเปล่า)มากกว่าวิธีอื่นนั่นเอง

 

                                                                                    ดิสพงษ์  สงวนตระกูล           491910024

Oh! my private world//

โลกส่วนตัว ในทุกสถานที่ทุกเวลา ในหูฟังที่เสียบอยู่ในหู  สมัยนี้เราสามารถเห็นคนเสียบหูฟังไว้ที่หูได้ทั่วไป พวกเขาอาจจะกำลังเพลิดเพลินกับเสียงดนตรี  หรือ กำลังสนทนากับคนในอีกซีกโลก ผ่านเครื่องมือ อย่าง mp3 หรือ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่การใช้ อินเตอร์เนท ในระบบเคลื่อนที่

             เทคโนโลยีได้เข้ามาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป จากสมัยก่อน ที่เราจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในขณะเวลานั้นๆ เป็นเงื่อนไข สถานที่และเวลา ที่ควบคุมพฤติกรรมของเราให้สอดคล้องกับสภาพตอนนั้นรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมด้วย แต่ตอนนี้เทคโนโลยีได้นำพาเราอกมาจากข้อจำกัดนั้น และนำพาเราไปสู่โลกส่วนตัวที่แยกเราออกจากสิ่งแวดล้อมและคนแวดล้อมไปด้วยการนำเทคโนโลยีแบบพกพานำโลกไปกับเรา ตั้งแต่การประดิษฐ์เครื่องเล่นเทปแบบพกพา  เกมกด โทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรศัพท์ที่รับสัญญาณภาพได้ สิ่งเหล่านี้ได้นำประสาทสัมผัส ทางเสียง และ การมองเห็นของเรา ออกไปจากการที่ต้องใส่ใจกับสิ่งรอบตัวเป็นอิสระที่จะทำอะไรที่ไม่ต้องติดอยู่กับเงื่อนไขของสถานที่ความจำเป็นที่เราจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวเราตลอดเวลาจึงหมดไป แต่การที่เราสามารถเลือกที่จะใส่ใจกับความเป็นรอบข้างหรือไม่ก็ได้นั้น สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็จะกลายเป็นเหมือนกับสิ่งที่ไร้ความหมาย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหยุดนิ่งจนกว่าเราจะหันไปสนใจ ทว่าในความจริงแล้วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตรนั้น มีความแตกต่างหลากหลาย อยู่เสมอจนเราอาจไม่สามารถทำความเข้าใจได้หมดรวมทั้งผู้คนที่ผ่านเข้ามารอบๆตัวเราเราถึงที่ผ่านเข้ามาผ่านสื่อต่างๆด้วย ในขณะที่เราไม่ได้สนใจ  ทำให้เราใส่ใจคนรอบข้างน้อยลง เหมือนกับที่เราทำกับสิ่งต่างรอบตัวที่เราไม่ได้ใส่ใจ  การรับรู้ถึงสภาพอารมณ์ของคน การแสดงออกทางสีหน้า ความแตกต่างระหว่างแต่ละคน ความยากลำบากของชีวิต การเอารัดเอาเปรียบ โครงสร้างที่ฉ้อฉลของสังคม การที่เราสามารถละเลย และทำเป็นไม่รับรู้กับสภาพเหล่านี้ของสังคม นั้นอาจจะทำให้เราขาดการรับรู้ถึงสภาพที่แท้จริงของมนุษย์หรือสภาพสังคมนั้นได้ ซึ่ง การที่เราสามารถเลือกที่จะอยู่ในโลกที่ เป็นบรรทัดฐานของเราที่เราได้สร้างขึ้น และอาศัยอยู่ในสังคมเฉพาะส่วนที่เราปรารถนา และเลือกที่จะกีดกัดส่วนอื่นออกไปด้วยเทคโนโลยี ย่อมจะทำให้ ผู้คนในสังคมส่วนที่ไม่เป็นที่ปรารถนาถูกละทิ้ง กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไม่มีตัวตน (self)กลายเป็นเพียงสิ่งๆหนึ่ง(thing)ที่กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาในสิ่งแวดล้อมที่ถูก ปฏิเสธ

          เราอาจจะเลือกที่จะสามารถอาศัยอยู่ในโลกที่พึงปรารถนาตามบรรทัดฐานของเราได้ โดยทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการไว้เบื้องหลังด้วยเทคโนโลยี แต่แม้เราจะเลือกหันหน้าหนีไม่มองไปยัง ส่วนที่เราไม่ต้องการของโลกนี้ได้ แต่ผลกระทบ จากเหตุการณ์ที่เราอาจจะไม่ใส่ใจนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แม้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด หรือ อาจจะไม่ได้เกิดผลโดยตรงกับเรา แต่แน่ใจได้เลยว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถเบือนหน้าหนีได้อีกแน่นอน

 

 

 

                                                                                           ดิสพงษ์  สงวนตะกูล  491910024

            

over use calculator

           ไม่ทราบว่า 3 x 3 ได้เท่าไหร่               9

                 แล้ว 3 x 3 x 3     ล่ะ                        27

            3 x 3 x 3 x 3            =      81

           3 x 3 x 3 x 3 x 3       =       ?       ก็   =  243

           3 x 3 x 3 x 3 x 3 x 3 =       ?       

          

                 อย่าใช้เครื่องคิดเลขนะ       .              .                 .               .                .            .         แต่ก็ช่างเถอะ  729

                 เคยรู้สึกบ้างไหม ว่าสมัยเรียนใหม่เราสามารถคิดคำนวณ ได้รวดเร็ว และรู้สึกง่ายดาย เสียเหลือเกิน

 อย่างเช่น  3 คูณกัน x ครั้งจะได้  177147                              ( x = ? )

                 แต่เมื่อเรียนจบไปแล้ว เวลาที่จะต้องทำการคำนวณ ซับซ้อนก็จะมองหาเครื่องคิดเลขก่อนเป็นอันดับแรก แล้วหลังจากนั้นแม้กับการคำนวณที่ซับซ้อนไม่มาก ก็ยังใช้เครื่องคิดเลข คำนวณแทน สิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าเทคโนโลยีอุปกรณ์สมองกล (คอมพิวเตอร์) ได้เข้ามาบั่นทอนความสามารถของมนุษย์  แม้ในเรื่องง่ายๆบางเรื่อง เช่น การคำนวณ เราก็ต้องพึ่งพิงคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดคำถามว่า เรามีความจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขนาดนี้เลยหรือ แม่จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบางเรื่องเราจำเป็นต้องให้เทคโนโลยีทำงานบางอย่าง อย่างการคำนวณแรงทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน หรือการปรับแต่ง องศา การเอียงปีกเครื่องบินสมัยใหม่เพื่อเลี้ยว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์ ทำไม่ได้จนต้องอาศัยการทำงานแทนมนุษย์เลยหรือ คนในสมัยก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์ ก็ได้ทำการคำนวณแรงทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน หรือนักบินสมัยก่อนก็ได้คำนวณการเลี้ยวโดยใช้ประสาทสัมผัสเข้าช่วยให้เลี้ยวเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย เช่นกันโดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ในการคำนวณ แม้ว่าอาจจะสามารถโต้แย้งได้ว่าระดับความซับซ้อนของเทคนิค วิธีการของเทคโนโลยีมีความแตกต่างกันจึงจำเป็นที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย ต้องให้ให้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยอย่างงั้น หรือ

ถ้าอย่างนั้นก็อาจเป็นการสกัดการที่เราจะพัฒนาศักยภาพของร่างการมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อย่างถ้าเรามีเหตุผลที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณแทนเราว่า คอมพิวเตอร์สามารถทำได้รวดเร็วกว่า และสามารถจัดระเบียบข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดีกว่า แล้วมนุษย์จะไม่สารถทำอย่างนั้นได้บางหรือในอนาคต ที่เราจะต้องวัฒนาการไปหรือจะให้พัฒนาการของเทคโนโลยีเข้ามาจำกัดการพัฒนาความสามารถของมนุษย์

                  ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการทำกิจกรรมของมนุษย์ ตามที่มีผู้ให้คำนิยามของเทคโนโลยีว่า คือสิ่งที่เข้ามาขยายศักยภาพของร่างกายและประสาทสัมผัสของมนุษย์ อาจจะกำลังทำลายศักยภาพของมนุษย์ ด้วยการไปแทนที่มนุษย์ในการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน แล้วมนุษย์ก็เปลี่ยนมาทำหน้าที่ซับซ้อนน้อยกว่า เราอาจจะเห็นเป็นว่าเป็นการทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้นจากการให้เทคโนโลยีทำงานหลายๆอย่าง แต่มันก็เป็นการทำลายความจำเป็นของมนุษย์ในสังคมมนุษย์เอง อย่างเช่นการใช้เครื่องจักทำงานต่าง ก็ย่อมหมายถึงจำนวนคนที่จะต้องใช้ลดลง แล้วคนส่วนนั้นก็อาจกลายเป็นส่วนเกินของระบบไป ในขณะที่เครื่องจักรทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เราอาจจะเห็นได้จากมูลค่าของเครื่องจักรนั้นมีค่ามากกว่าค่าแรงของคนงานในโรงงาน มากมายหลายเท่านัก ทำไมเราจึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขนาดนี้ จนเราทำให้เกิดปัญหากับประสิทธิภาพของเราเองที่ลดถอยลง และปัญหาที่เกิดกับสังคมมนุษย์ เอง

                เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปงั้นหรือ  แล้วเท่าใดเล่าจึงจะเหมาะสม ?”

        

 

 

                                                                                             ดิสพงษ์    สงวนตระกูล   491910024

               

               

 

                 

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

snook QQ


เมื่อเดือนก่อนเจอตัวไอคอน QQ แล้วรู้สึกเกะกะลูกตามาก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันเป็นไวรัสเพราะแฮนดี้ไดรฟ์เหมือนของสาธารณะงานใครก็ไม่รู้มั่วไปหมด แต่คิดว่างานของใครคนนั้นก็คงรู้เอง ช่วงหลังๆเริ่มจัดระเบียบงาน จึงพยายามหาทางจัดการกับมัน แต่ยังจัดการไม่ได้สักที แสกนด้วย NOD32 แล้วมันผ่านไปอย่างฉลุย วันนั้นเปิดโน๊ตบุ๊คจัดมันด้วยการลบไฟล์ ปรากฏว่าอีกวัน มันก็เกิด Beenladen..God...QQ ต่อท้าย IE เรียบร้อยแล้ว อาการที่พบเห็นคือ จะมีไอคอนรูปนกเพนกวินน่ารักๆ ออกมาเสนอหน้าอยู่ในทุก drive แม้แต่ removable drive และบน desktop ถ้าเอา thumb drive ที่ติดตัวนี้ไปจิ้มเครื่องอื่นมันจะเป็น worm virus หรือหนอน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัส มีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมด ( ถามจากเพื่อนที่เรียนทางด้านคอมฯ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้) สามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าหนอนนั้น คงจะเป็นลักษณะของการกระจายและทำลาย ที่คล้ายกับหนอนกินผลไม้ ที่สามารถกระจายตัวได้มากมาย รวดเร็ว และเมื่อยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ระดับการทำลายล้างยิ่งสูงขึ้น

ลักษณะที่ปรากฎใน drive





การเปลี่ยนไตเติลบาร์ของ IEเป็นมีBeenladen..God...QQต่อท้าย

virus / worm "Beenladen..God...QQ"



QQ_sanook.exe (44kb) มีไอคอนเป็นแบบของ QQ (สร้างเลียนแบบ Sanook QQ) มันจะฝังตัวอยู่ได้ที่C:\WINDOWS\QQ_sanook.exe และที่โฟลเดอร์รากทั้งหมดที่มันทำได้ เช่น C:QQ_sanook.exe D:QQ_sanook.exe และแฮนดี้ไดรฟ์/อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เราใช้เชื่อมต่อกับคอมพ์ เป็นที่สังเกตว่า คอมสาธารณะ (นักศึกษาชอบใช้กัน) ในมหาลัยเชียงใหม่ แต่ละเครื่อง มี CPE17 Autorun Killer อยู่กันทุกเครื่องแล้ว (เขาเซ็ตไว้เหมือนๆกันทุกเครื่อง) ทำไม "ที่เครื่อง" (ที่เซตเป็นวินโดวส์วิสต้า) ยังติดไวรัสนี้ได้ และหลายคนสงสัยว่าไวรัสตัวนี้อาจถูกปล่อยจากในมหาวิทยาลัย เนื่องมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ไอพีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่!!! ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าไวรัสนี้เริ่มถูกนำไปปล่อยที่เชียงใหม่


การลบหนอนคอมพิวเตอร์หรือไวรัสนี้ออกไปเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อต่ออีก


ทำได้ดังนี้

open ExplorerXP (http://www.explorerxp.com/)

open nirsoft CurrProcess -- kill process QQ_sanook.exe

use ExplorerXP ลบทั้งหมดที่เป็นชื่อ "QQ_sanook.exe", "autorun.inf", และคุณอาจพบ "qq.docx" หรืออาจจะค้นหาใน Windows Explorer โดยกด F3 หรือปุ่มค้นหาไฟล์ก็ได้ แต่ระวังอย่าดับเบิลคลิกไดรว์ใดๆ ให้ autorun.inf และ qq_sanook.exe ทำงาน ( ควรใช้จากหน้าต่างมายคอมพิวเตอร์โดยตรง


ลบ

C:\QQ_sanook.exe (and all root path - examples:
D:\QQ_sanook.exe
E:\QQ_sanook.exe
F:\QQ_sanook.exe
G:\QQ_sanook.exe
H:\QQ_sanook.exe
ฯลฯ
และ ลบ C:\WINDOWS\QQ_sanook.exe -- อันนี้สำคัญที่สุด มันแพร่เชื่อไปที่นี่ แล้วก็มันเป็น STARTUP ด้วย คือทุกครั้งที่เปิดเครื่อง มันก็จะทำงาน ทุกไฟล์จะถูกลบได้เมื่อ โพรเซส QQ_sanook.exe หยุดทำงานแล้ว บางเครื่องเมื่อลบไวรัสออกไปหมดแล้ว แต่ยังมี Beenladen..God...QQ อยู่ แต่งานต่างๆก็ยังอยู่ครบนะคะ

* หมายเหตุ ถ้าใครที่ใช้คอมใน มช. HP Compaq dc5800 Microtower PC ตัวเครื่องด้านหน้าสีดำด้านข้างสีเทา พร้อมจอแอลซีดี มีคุณสมบัติเหมือนกันยกเข่ง คือ แบ่งพาร์ทิชันเป็นสามไดรว์ มีไดรว์ C:\ และไดรว์ F:\ ( ไดรว์ F เขาเอาไว้แบ็คอัพ ) สองไดรว์นี้มันถูกซ่อนไว้ กับไดรว์ D ที่เขายอมให้ทุกคนใช้งานมันได้ แล้วพิมพ์เข้าไปดูไดรว์ต่างๆ ทั้งสาม รวมทั้ง C:\WINDOWS ด้วย เพื่อที่จะลบออก


วิธีกำจัดมัน

ก็คือ เปิด windows task manager แล้ว end task ที่เป็นรูปเพนกวินทิ้งไป จากนั้นตามไปลบมันใน c:\windows\QQ_sanook.exe และในทุกๆที่ๆเจอมัน แล้วก็ restart ถ้าไม่พลาดตรงไหนมันจะไม่โผล่หัวมันออกมากวนใจอีก



นางสาววาสนา คำแดง รหัส 4818349

I PHONE



โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่สำคัญและบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช่ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าหลายๆคนอาจจะไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีคุณสมบัติสูงเพียงแต่เน้นการโทรเข้าออกเท่านั้นซึ่งผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เมื่อผู้เขียนได้รู้ว่าทางบริษัท APPLE ได้ออกโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า I-PHONE อันมีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่รองรับระบบไร้สาย เช่น สามารถดูตลาดหุ้น แผนที่ พยากรณ์อากาศ และ YOUTUBE อีกทั้งการออกแบบที่โดดเด่นสะดุดตาและมีหน้าจอแบบระบบสัมผัส
ผู้เขียนเองก็เพิ่งได้มีโอกาสได้ทดลองใช้ i-PHONE จากเพื่อนในกลุ่มจึงถือโอกาสมาเขียนถึงการใช้งานว่าเป็นอย่างไรบ้าง

- ในรูปแบบของการใช้งานทำได้ค่อนข้างง่าย และสามารถลงภาษาไทยได้
- การจัดเรียงข้อมูลทำได้สวยงามและง่ายแก่การใช้งานแต่ผู้เขียนคิดว่าเมนูการใช้งานของ I-PHONE ในหลายๆเมนูมักจะเป็นการใช้งานเกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สาย เช่น เมนูแผนที่ ตลาดหุ้น และ YOUTUBE ซึ่งเมนูดังกล่าวไม่อาจใช้งานได้หากไม่ได้ใช้เครือข่ายข้อมูลไร้สาย ถ้าหากผู้ซื้อไม่ได้เน้นการใช้งานในจุดนี้ผู้เขียนเกรงว่าจะไม่คุ้มค่ากับการซื้อมาใช้งาน
- เมนูการดูรูปภาพทำได้ดีมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้เขียนประทับใจซึ่งสามารถใช้ปลายนิ้วสัมผัสในการเลือกดูภาพ ลดและขยายขนาด ส่วนกล้องมีความละเอียดที่ค่อนข้างสูงทำให้ได้รูปภาพที่สวยงามและมีโทนสีที่ค่อนข้างดูอบอุ่น
แม้ว่า i-PHONE จะมีราคาแพง(ถ้าไม่ได้หิ้วมาจากเมืองนอกอย่างที่เพื่อนของผู้เขียนนำมา)แต่การใช้งานที่หลากหลายโดยเฉพาะผู้ที่เน้นการใช้งานระบบไร้สายถือได้ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือแห่งอนาคต ประกอบกับการใช้งานที่ง่ายและรูปลักษณ์ภายนอกที่เวลาหยิบใช้ใครๆต่างก็หันมามอง ด้วยความอยากได้ จนตัวสั่น นับได้ว่า i-PHONE ถือเป็นทางเลือกของผู้ที่ชื่นชอบโทรศัพท์มือถือที่เป็นมากกว่าโทรศัพท์มือถือ หากแต่เป็นการสื่อให้เห็นถึง ความเป็นคนที่มีสไตล์และเป็นผู้นำแฟชั่นอีกด้วย

สุรชัย ตั้งมกรา 491910075

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

ร้านอาหารและร้านกาแฟกับ net Free

วันนี้หลายท่านคงเริ่มคุ้นเคยกับการบริการของร้านอาหารและร้านกาแฟที่คุณสามารถเล่นอินเตอร์ได้แล้ว โดยบางร้านคิดในราคาชั่วโมงละ 10 หรือบางร้านอาจมากกว่านั้น และร้านอาหารหลายแห่งติดป้ายโฆษณาว่าให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wireless LAN หรือ Wi-Fi) แก่ลูกค้าเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) ภายในร้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นเมื่อประมาณ 1 ถึง 2 ปีที่แล้วก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลการจราจรของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากเครือข่ายของตน แต่อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มสูงขึ้น การสืบหาผู้กระทำผิดอย่างได้ผลต้องอาศัยข้อมูลจากแหล่งบริการทุกแหล่ง แต่ที่ผ่านมาไม่มีการเก็บข้อมูลเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ข้อมูลจึงขาดหายไปก่อนสาวถึงตัวผู้กระทำผิดเสมอ ร้านอาหารที่มีแผนให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่แขกที่เข้าออกร้านตลอดเวลา จะต้องมีระบบลงทะเบียนเก็บหลักฐานที่แสดงตัวตนของผู้ใช้ เช่น เลขที่สมาชิก เลขบัตรประชาชน ชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลการเข้าใช้โดยละเอียดของผู้ใช้แต่ละคน เหมือนกับการลงทะเบียนใช้ซิมมือถือที่ต้องส่งสำเนาบัตรประชาชนให้กับผู้ให้บริการ เพื่อการติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่อาจกระทำบางอย่างที่ผิดกฎหมายด้านใดด้านหนึ่งอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องลงทะเบียนแสดงตัวตนผู้ใช้ทั้งบนระบบอินเทอร์เน็ตและระบบโทรศัพท์ และหวังว่าผู้ที่คิดกระทำผิดจะพิจารณาไม่กระทำจากการมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกจับกุมได้ง่ายขึ้น เพราะถ้ามีใครกระทำความผิดและไม่ชำนาญในวิธีการปกปิดร่องรอยของตนก็จะถูกติดตามมาดำเนินคดีได้ง่าย ปัญหาคือการเก็บข้อมูลการจราจร การเก็บรักษาข้อมูล และการเรียกข้อมูลมาใช้ต้องอาศัยผู้ดูแลระบบที่มีความชำนาญ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หลักพื้นฐานที่ใช้อธิบายกระบวนการนี้คือ การเก็บข้อมูลดิบ (Input) การประมวลผล (Processing) และการนำผลมาใช้ (Output) แต่ถ้ามีใครถามว่าร้านอาหารแต่ละแห่งจะต้องทำอย่างไรเมื่อคิดเปิดบริการฟรีอินเทอร์เน็ต ก็ต้องถามย้อนกลับไปว่ามีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการให้บริการฟรีอินเทอร์เน็ตเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าหรือไม่ และความเสี่ยงที่ลูกค้าเข้ามาใช้เครื่องข่ายของร้านในการกระทำผิดมีวิธีดำเนินการอย่างไร ถ้าหน่วยสืบสวนเข้ามาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตามผู้กระทำผิดผ่านเครือข่ายของร้าน หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์มาทวงถามค่าลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ที่ร้านใช้อยู่ ก็จะเป็นการยากที่จะตอบคำถามข้างต้น สรุปว่าถ้าใครที่จะเปิดบริการแบบนี้ต้องวิเคราะห์ความคุ้มค่าเป็นสิ่งแรกที่ควรกระทำ แต่เราๆในฐานะคนใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ก็ต้องพึงรับรู้สิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อป้องกันตัวเราเองด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าร้าน เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนที่ชอบนั่งร้านอาหารหรือร้านกาแฟนั้นมีแนวโน้มการใช้บริการอินเทรอ์เนตในร้านมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนก็อาจมองว่าเป็นเรื่องปกติของชีวติในช่วงวันว่างสบายๆไปแล้ว เพิ่งคุยกับเพื่อนที่ชอบไปนั่งร้านกาแฟบางทีไปนั่งทำงานกลุ่มกันก็มี บอกว่าก็ไม่ได้ลงทะเบียนอะไรเลย ซึ่งอาจจะเป็นช่องว่างให้เกิดอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะคาดว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเรื่อย ไม่ใช่เพราะไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่เป็นเพราะบรรยากาศแวดล้อม การตกแต่งของร้านมีส่วนช่วยผ่อนคลายได้มากกว่าห้องแคบๆที่บ้านหรือสถานที่บริการอินเทอร์เนตที่อึดอัด






นางสาววาสนา คำแดง รหัส 4818349


วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

มีอะไรใน .NET 3.5

จากการไปเยี่ยมชมเวปบอร์ดของวิชาการดอทคอมมา มีเรื่องน่าสนใจหลายเรืองด้วยกันแต่วันนี้ผมขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับ NET 3.5 ว่ามีลักษณะอย่างไรกันบ้างครับ

1.0 – 1.1 เวอร์ชั่นแรก
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจาก ASP (คลาสสิค) ซึ่งมีความสามารถที่สำคัญดังนี้ ในช่วงยุคของ ASP.NET 1.0 นี้ทำให้นักพัฒนามากมายพันมาพัฒนาเว็บและเช้ามาสู่ Microsoft Platform
- Object-Oriented Framework สำหรับแอพพลิเคชั่น
- มีการแยกโด้ดส่วน User Interface(UI) และส่วนของ Application Logic
- Built-in data caching และ Content caching - มีโครงสร้างส่วนประกอบของ UI ที่ชัดเจน
- มีเครื่องมือระดับสูงสำหรับรองรับข้อมูลแบบต่างๆ เช่น กริด ลิสท์ กล่องข้อความ
- มี Program tracing และ diagnostics ในตัว
- มีการตรวจสอบข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาในแอพพลิเคชั่น - มีกลไกการเกี่ยวกับการพิสูจน์ตัวตน หรือ authentication ที่ไม่ยุ่งยาก
- รวม ADO.NET (.NET Database)
- มีการรองรับ Web Services อย่างดีเยี่ยม


ASP.NET 2.0 เวอร์ชั่นนี้มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มดังนี้
- มีการใช้ Master Pages และ Skins - Data Binding
- รองรับ Site navigation และ Site map - มีลูกเล่นใหม่ของ cache
- คอนโทรลระบบสมาชิก
- รองรับ Web Parts
- มีเครื่องมือสำหรับการควบคุมระบบ
- มีโครงสร้างการคอมไพล์ใหม่


ASP.NET 3.5 <-- ปัจจุบัน
เวอร์ชั่นนี้รองรับการเขียนโปรแกรมแบบ Asynchronous Java Script and XML (AJAX) และรองรับ Windows Communication Foundation(WCF) ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือรองรับการดีไซน์ที่สวยงาม มีเครื่องมือสำหรับการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นได้สวยงาม มีการตอบรับกับผู้ใช้




virus ใน flash drive และวิธีการตัดไฟตั้งแต่กองฟืน

ก่อนอื่น ผมจะขอพูดเกี่ยวกับหลักการทำงานของไวรัสอย่างคร่าวๆเพื่อจะได้รู้ที่มาที่ไปของหลักการทำงานของไวรัส ใน flash drive

ไวรัสไวรัสเป็นโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง เหมือนกับโปรแกรมที่เราใช้อยู่นั้นแหละ แต่ความสามารถของโปรแกรมมันต่างออกไป แทนที่จะช่วยในความสะดวกสบาย แต่มันกลับเป็นโปรแกรมทำลายล้าง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลเราเสียหายนั้นเอง โปรแกรม photoshop โปรแกรม internet exploror หรือ โปรแกรม word ถ้าเราไม่ได้คลิ๊กเรียกมันมาใช้ มันก็จะไม่ทำงาน ไวรัสก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่ได้คลิ๊กไวรัส ต่อให้เรามีไวรัสเป็นพัน ๆ ตัว คอมของเราก็ไม่เป็นอะไรด้วยเหตุนี้เอง ไวรัสจึงทำทุกวิถีทาง เพื่อจะหลอกให้เราคลิ๊กเรียกใช้มัน หรือเราอาจจะเรียกมันโดยมิได้ตั้งใจ เหมือนไวรัส flash driveเมื่อเราเสียบ flash drive เข้าไปแล้วนั้น window ก็จะหาอุปกรณ์ใหม่ เมื่อมันหาเจอว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล สิ่งที่ window มันจะทำเป็นอันดับต่อมาก็คือ มันจะหาไฟล์ที่ชื่อว่า autorun.inf ซึ่งไฟล์นี้ก็จะประกอบไปด้วยคำสั่งหลาย ๆ อย่าง และคำสั่งที่ใช้กันอยู่เป็นประจำก็คือคำสั่งเรียกใช้โปรแกรม และคำสั่งแสดงรูปภาพไอคอน








ตัวอย่างโค้ดในไฟล์ autorun.inf









[autorun]icon=heart.icoจากโค้ดข้างต้น เมื่อ window อ่านไฟล์ autorun.inf ไปแล้ว มันจะเจอคำสั่งให้ icon รูปของ flash drive ของเราเป็นรูป heart.ico ซึ่งก็คือรูปหัวใจนั้นเอง (แต่ต้องมีไฟล์ heart.ico อยู่ใน flash drive ด้วยนะ)






ไวรัสก็อาศัยไฟล์ดังกล่าว ทำให้ไวรัสที่อยู่ใน flash drive ถูกเปิดขึ้นมา โดยการใส่คำสั่งประมาณนี้




[autorun]shellexecute=wscript.exe xxx.vbsและด้วยคำสั่งนี้นี่เอง ที่ทำให้ virus สามารถเรียกโปรแกรมมันออกมาโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้คลิ๊กเลยแม้แต่นิดเดียว หรืออาจจะคลิ๊กเองโดยไม่รู้ตัว




วิธีแก้ปัญหาก็มีหลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีหนึ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย คือวิธีดังต่อไปนี้






  • ในเมื่อไวรัสใช้ไฟล์ autorun.inf ในการเรียก เราก็ลบไฟล์นี้ทิ้ง จะได้ไม่ต้องมีตัวบงการมันให้มันมาวิ่งเล่นในเครื่องของเรา แต่อาจจะเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลซะแล้ว ในเมื่อเรานำ flash drive ไปเสียบเครื่องที่ติดไวรัส เราก็จะได้ไฟล์ autorun.inf แถมมาอีก สรุปคือ ไวรัสมันสามารถสร้างไฟล์ autorun.inf ได้ทุกเมื่อ เมื่อเราเสียบ flash drive



  • ลบไม่ได้ ก็ชิงสร้างไฟล์ autorun.inf เปล่า ๆ มา จะได้ไม่ต้องมีโค้ดเรียกไวรัส แต่วิธีนี้ก็น่าจะเป็นวิธีที่น่าจะได้ แต่แล้ว ไวรัสมันก็สามารถเขียนไฟล์ autorun.inf ทับไฟล์เดิมของเราก็ได้



  • ทำเหมือนขั้นตอนก่อนหน้านี้ คือชิงสร้างไฟล์ autorun.inf เปล่า ๆ มาแล้วเปลี่ยนค่าไฟล์ ๆ นั้นเป็นไฟล์แบบอ่านอย่างเดียว(read only) คือ virus ไม่สามรถเปลี่ยนแปลงไฟล์ ๆ นั้นได้ ดูเหมือนจะได้ผล แต่แล้ว มันก็ไม่ได้ผล virus ก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นไฟล์ที่สามารถอ่านเขียนได้ แล้วก็เติมโค้ดเรียกตัวมันเองลงไป



  • เวลาเสียบ flash drive เข้าไป ไม่ดับเิบิ้ลคลิ๊ก แต่ใช้การคลิ๊กขวา แล้ว open เอา เพราะถ้า double click มันจะทำให้ window ทำการ run file autorun.inf



  • กด shift ก่อนเสียบ flash drive ทำให้ window ไม่ไปเรียกไฟล์ autorun.inf ไวรัสไม่สามารถทำอันตรายที่คอมเราได้ แต่มันไม่สามารถกัน flash drive เรา ไม่ให้ติดไวรัสได้ เพราะ ถ้าเราไปเสียบที่เครื่องอื่น โดยการกด shift นั้นคือ flash drive เราไม่แพร่ไวรัสไปที่เครื่อง แต่เครื่องเองจะเอาไวรัสมา flash drive ของเรา และวิธีนี้ ไฟล์ autorun.inf ก็ยังไม่อยู่



  • วิธีล่าสุด ไวรัสยังไม่สามารถแก้ทางเราได้ ก็คือ ในเมื่อไฟล์ autorun.inf มันอยู่ในระดับ system ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับระดับที่ไวรัสทำงานอยู่ ต้องทำให้ไฟล์ autorun.inf เป็นระดับที่เหนือกว่า system นั้นก็คือ ระดับ File Structure ซะเลย ซึ่งถ้าเราตั้งชื่อเป็น autorun.inf ก็แสดงว่า ระบบจะไม่ยอมให้มีไฟล์ที่ชื่อ autorun.inf อีกเป็นอันที่สอง ฉนั้น ไฟล์ในระดับที่สูงกว่าก็ย่อมอยู่รอด




วิธีสุดท้าย ก่อนอื่น ให้เราสร้าง folder มาใหม่ โดยการคลิ๊กขวาที่พื้นที่ว่าง ๆ แล้วไปที่ new -> folder จากนั้นก็ตั้งชื่อ folder ว่า autorun.inf ซึ่งถ้าเราคิดแบบน่าจะเป็นไปได้คือ ไฟล์ autorun.inf กับ folder ที่ชื่อว่า autorun.inf นั้น มันคนละอย่างกันเลย แต่ลองดูแล้ว ปรากฏว่า ถ้าเราตั้งชื่อ folder ว่า autorun.inf แล้ว จะไม่มีทางตั้งชื่อไฟล์ซ้ำกับชื่อ folder ได้เลย



ปล.วิธีสุดท้ายที่กล่าวไป ไม่ใช่เทคนิกการฆ่าไวรัส แต่เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม คือไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายจาก เครื่องไป และ จาก flash drive ไปเครื่อง แต่ไวรัสก็อาจจะยังคงมีอยู่ ที่เครื่อง และ flash drive แต่ตราบใดที่เราไม่ไปคลิกมัน มันก็จะไม่ทำอันตรายแก่เครื่องคอมพิวเตอร์

สรุป ทุกวันนี้น flash drive เป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีหน่วยความจำที่มากขึ้น รูปแบบสวยงาม และพกพาสะดวก หยิบออกมาใช้ก็ง่าย แต่การที่ Flash drive ถูกใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องทำให้มีโอกาสสูงที่จะติดไวรัส อันนำมาซึ่งความเสียหายต่อเจ้าของเครื่องนั้นๆ เพราะฉะนั้น เทคนิคการจัดการและป้องกันไวรัสจึงสามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าหากท่านยอมเสียเวลาเพียงเล็กน้อยในการทำตามขั้นตอนดังกล่าวเครื่องของท่านก็จะปลอดภัยมากขึ้น

นาย อดุล อ่อนละมูล 491910079

USB 3.0 - New Technology



ข้อดีของ USB 3.0

1.USB 3.0 เพิ่มความเร็วของในการถ่ายโอนข้อมูลของ USB 2.0 ให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น โดยใช้สายไฟเบอร์ออฟติค เพิ่มเติมจากช่องสัญญาณมาตรฐานที่ใช้ทองแดง (อ้างอิงจาก Intel ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโครงการ USB3.0 ) ทั้งนี้ยังคงใช้ช่องสัญญาณทองแดงต่อไปเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้กับ USB 2.0 ทำให้ USB 3.0 มีการถ่ายโอนข้อมูลมากกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่า จากที่เคยรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 480 Mbps เพิ่มเป็น 4.8 Gbps จากที่ปกติจะมีแค่ 4 สาย ก็จะมีการเพิ่มเข้ามาอีก 5 สาย สรุปสายภาย USB 3.0 จะมีทั้งหมด 9 สาย



2.ในส่วนของคอนเน็คเตอร์ และซ็อคเก็ต แม้จะดูคล้ายของเดิม และยังคงสามารถใช้งานร่วมกับ USB 2.0 ได้ แต่ซ็อคเก็ตของ USB 3.0 จะมีหน้าสัมผัส (contact) พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 5 อัน โดยจะอยู่ด้านในถัดจากหน้าสัมผัสของมาตรฐานเดิม ซึ่งหน้าสัมผัสที่เพิ่มขึ้นมานี้เองที่ทำให้ USB 3.0 สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วขึ้นในระดับ SuperSpeed ตามชื่อเรียกของมัน

3.ทางด้านพลังงานจะมีความประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีก เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามเป็นระยะๆ ตลอดเวลา และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้ประหยัดไฟไปได้เยอะค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle)
นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จากกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับ และสำหรับสิ่งที่ USB ตัวใหม่ ปรับปรุงเพิ่มขึ้นจากอดีตคือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วย สุดท้ายคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมูล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอก ขอบข่ายการออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮาร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ


ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูลมากมาย แต่การถ่ายโอนทางUSB ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นการพัฒนาUSB จึงมีประโยชน์ต่างๆดังกล่าวมาข้างต้น เช่น สามารถทำได้เร็วขึ้น ใช้พลังงานลดลงเป็นต้น

นาย อดุล อ่อนละมูล 491910079

Voice over IP (VoIP) คืออะไร

ก่อนที่เราจะรู้ว่า VoIP คือออะไร สิ่งที่เราควรจะต้องรู้ก่อนก็คือ เครือข่าย IP มีหลักการพื้นฐานอย่างไร แล้วจึงพัฒนาไปเป็น VoIP ได้อย่างไร


หลักการพื้นฐานของเครือข่าย IPเครือข่ายไอพี (Internet Protocol) มีพัฒนามาจากรากฐานระบบการสื่อสารแบบ Packet โดยระบบมีการกำหนด Address ที่เรียกว่า IP Address จาก IP Address หนึ่ง ถ้าต้องการส่งข่าวสารไปยังอีก IP Address หนึ่ง ใช้หลักการบรรจุข้อมูลใส่ใน Packet แล้วส่งไปในเครือข่าย ระบบการจัดส่ง Packet กระทำ ด้วยอุปกรณ์สื่อสารจำพวก Router โดยมีหลักพื้นฐานการส่งเป็นแบบ DATAGRAM หรือ Packet ซึ่งมีความหมายว่า "เป็นที่เก็บข้อมูลที่เป็นอิสระ ซึ่งมีสารสนเทศเพียงพอในการเดินทางจากแหล่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทาง โดยปราศจากความเชื่อมั่นของการเปลี่ยนครั้งก่อน ระหว่างแหล่งข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ปลายทาง และเครือข่ายการส่งข้อมูล"







ซึ่งจะเห็นว่าการส่งแบบ Packet เข้าไปในเครือข่ายนั้น จะไม่มีการประกันว่า Packet นั้นจะถึงปลายทางเมื่อไร ดังนั้นรูปแบบของเครือข่ายไอพีจึงไม่เหมาะสมกับการสื่อสารแบบต่อเนื่องเช่น การส่งสัญญาณเสียง หรือวิดีโอ เมื่อเครือข่าย IP กว้างขวางและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความต้องการส่งสัญญาณข้อมูลเสียงที่ได้คุณภาพจึงเกิดขึ้น ก็เลยมีการพัฒนาเป็น VoIP แล้ว Voice over IP (VoIP) คืออะไรVoIP-Voice Over IP หรือที่เรียกกันว่า “VoIP Gateway” หมายถึง การส่งเสียงบนเครือข่ายไอพี เป็นระบบที่แปลงสัญญาณเสียงในรูปของสัญญาณไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล คือ นำข้อมูลเสียงมาบีบอัดและบรรจุลงเป็นแพ็กเก็ต ไอพี (IP) แล้วส่งไปโดยมีเราเตอร์ (Router) ที่เป็นตัวรับสัญญาณแพ็กเก็ต และแก้ปัญหาบางอย่างให้ เช่น การบีบอัดสัญญาณเสียง ให้มีขนาดเล็กลง การแก้ปัญหาเมื่อมีบางแพ็กเก็ตสูญหาย หรือได้มาล่าช้า (delay) การสื่อสารผ่านทางเครือข่ายไอพีต้องมีเราเตอร์ (Router) ที่ทำหน้าที่พิเศษเพื่อประกันคุณภาพช่องสัญญาณไอพีนี้ เพื่อให้ข้อมูลไปถึง ปลายทางหรือกลับมาได้อย่างถูกต้อง และอาจมีการให้สิทธิพิเศษก่อนแพ็กเก็ตไอพีอื่น (Quality of Service : QoS) เพื่อการให้บริการที่ทำให้เสียงมีคุณภาพ


นอกจากนั้น Voice over IP (VoIP) ยังเป็นการส่งข้อมูลเสียงแบบ 2 ทางบนระบบเครือข่ายแบบ packet-switched IP network. ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อสื่อสารระหว่าง VoIP ด้วยกัน โดยที่ยังคงความเป็นส่วนตัวไว้ได้ สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี VoIP นั้น จริงๆ แล้วทุกๆ องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้งานได้ แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงและน่าจะได้รับประโยชน์จากการนำเทคโนโลยี VoIP มาประยุกต์ใช้งานมากที่สุด ได้แก่... กลุ่มธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME (Small/Medium Enterprise) รวมถึงกลุ่ม ISP (Internet Service Provider) ต่างๆ สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME อาจจะต้องเป็นกลุ่มที่มีระบบเครือข่ายข้อมูลของตนเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย Leased Line, Frame Relay, ISDN หรือแม้กระทั่งเครือข่าย E1/T1 ก็ตาม รวมถึงมีระบบตู้สาขาโทรศัพท์ในการใช้งานด้วย การนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานนั้นจะทำให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานการสื่อสารสัญญาณเสียงไปได้อย่างมาก และเนื่องด้วยในปัจจุบันการขยายตัวของระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล หรือ Data Network มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการขยายตัวของเครือข่ายสัญญาณเสียงค่อนข้างมาก จึงทำให้มีการนำเทคโนโลยีที่สามารถนำสัญญาณเสียงเหล่านั้นมารวมอยู่บนระบบเครือข่ายของสัญญาณข้อมูลและมีการรับ-ส่งสัญญาณทั้งคู่ได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างจังหวัด หรือรวมถึงค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศด้วยถ้าหากองค์กรนั้นมีสาขาอยู่ในต่างประเทศด้วย สำหรับกลุ่มธุรกิจ ISP นั้นสามารถที่จะนำเทคโนโลยี VoIP นี้มาประยุกต์ใช้งานเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในธุรกิจของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยทาง ISP ต่างๆ นั้นสามารถให้บริการ VoIP เพื่อเป็นบริการเสริมเพิ่มเติมขึ้นมาจากการให้บริการระบบเครือข่าย Internet แบบปกติธรรมดา หรือที่เราเรียกว่า Value Added Services ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความแตกต่างและเพิ่มทางเลือกในการให้บริการกับกลุ่มลูกค้า

นาย อดุล อ่อนละมูล 491910079